Email ThisPrint This

ประวัติบริษัท

บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (บริษัท หรือ CKP) ก่อตั้งโดยกลุ่มบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (กลุ่ม ช.การช่าง) โดยจดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2554 ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท ด้วยวัตถุประสงค์ ให้เป็นบริษัทแกนนำของกลุ่ม ช.การช่าง ที่มุ่งเน้นการลงทุน ในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ โดยบริษัทประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่าย ไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ ซึ่งบริษัทมีรายได้หลักจาก เงินปันผลรับจากการลงทุนถือหุ้นในบริษัทย่อยและบริษัทร่วม บริษัทได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556 และหุ้นสามัญของบริษัทได้รับการ จดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน และเริ่มทำการซื้อขาย ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์) เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2556 ด้วยทุนจดทะเบียน 5,500 ล้านบาท เรียกชำระเต็มมูลค่าแล้ว และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2558 บริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 9,240 ล้านบาท โดย ณ ปัจจุบันบริษัทมีทุนจดทะเบียนเรียกชำระแล้ว 7,370 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัทลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าจำนวน 6 บริษัทในโครงการไฟฟ้า 3 ประเภท ได้แก่ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ โครงการไฟฟ้า ระบบโคเจนเนอเรชั่น และโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งมีสัดส่วนการลงทุนที่เป็นบริษัทย่อยทั้งสิ้น 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท เซาท์อีสท์เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด (“SEAN”) ในสัดส่วนร้อยละ 56 ซึ่ง SEAN ลงทุนอีกทอดหนึ่ง ในบริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด (“NN2”) ในสัดส่วน ร้อยละ 75 ซึ่ง NN2 มีสถานะเป็นบริษัทแกนของบริษัท บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (“BIC”) ในสัดส่วนร้อยละ 65 บริษัท บางเขนชัย จำกัด (“BKC”) ในสัดส่วนร้อยละ 100 และบริษัทร่วมทั้งสิ้น 3 บริษัท โดยลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 30 ทุกบริษัท ได้แก่ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด (“XPCL”) บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด (“CRS”) และบริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด (“NRS”)

โครงการไฟฟ้าที่บริษัทเข้าลงทุนส่วนใหญ่เปิด ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว โดยมีโครงการที่อยู่ในระหว่าง การก่อสร้างจำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการไฟฟ้า ระบบโคเจนเนอเรชั่น โครงการ 2 (โครงการ BIC-2) ของ BIC ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ ในช่วงกลางปี 2560 และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (“โครงการไซยะบุรี”) ของ XPCL ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิด ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปี 2562

การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญ

  • ปี 2554

    • วันที่ 1 มิถุนายน 2554 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) (CK) ได้มีมติอนุมัติให้จัดตั้ง “บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด” ซึ่งประกอบธุรกิจ Holding Company โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับโครงสร้าง การถือหุ้นของกลุ่มพลังงานไฟฟ้าภายใต้การถือหุ้นของ CK ให้มาอยู่ภายใต้ CKP เพียงแห่งเดียว และเพื่อรองรับ การขยายงานในอนาคตของธุรกิจพลังงาน โดยมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ดังนี้
  • ปี 2555

    • วันที่ 10 พฤษภาคม 2555 บริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด (SEAN) เพิ่มเติมจาก บริษัท ทางด่วนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BECL)* จำนวน 110,112,500 หุ้น หรือคิดเป็น ร้อยละ 16.67 ของทุนจดทะเบียน ทำให้บริษัทถือหุ้นใน SEAN รวมเป็นจำนวน 361,168,999 หุ้น หรือคิดเป็น ร้อยละ 54.67 ของทุนจดทะเบียน วันที่ 26 มิถุนายน 2555 บริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์จาก CK จำนวน 2 บริษัท ได้แก่

      1) บริษัท บางเขนชัย จำกัด (BKC) จำนวน 2,342,498 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 100 ของทุนจดทะเบียนและ เรียกชำระแล้วที่เท่ากับ 234,250,000 บาท ในราคาหุ้นละ 225 บาท

      2) บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด (NRS) จำนวน 664,500 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียน และเรียกชำระแล้วที่เท่ากับ 221,500,000 บาท ในราคาหุ้นละ 128.50 บาท

    • วันที่ 31 สิงหาคม 2555 บริษัทได้ซื้อหุ้น SEAN จาก บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด จำนวน 8,809,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 1.33 ของทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้ว ทำให้สัดส่วน การถือหุ้นของบริษัทใน SEAN เพิ่มเป็น 369,977,999 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 56.00 ของทุนจดทะเบียนและ เรียกชำระแล้ว

    • วันที่ 26 ธันวาคม 2555 บริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า จำนวน 2 บริษัทจาก CK ซึ่งเป็นโครงการไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ และโครงการไฟฟ้าระบบ Cogeneration ได้แก่

      1) บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด (CRS) จำนวน 875,250 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียนและ เรียกชำระแล้วที่เท่ากับ 291,750,000 บาท ในราคาหุ้นละ 122.88 บาท

      2) บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด (BIC) จำนวน 63,019,999 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 46 ของทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วในราคาหุ้นละ 12.88 บาท

    • บริษัทมีการปรับโครงสร้างเงินทุนให้เหมาะสมโดยมีการลดทุนจดทะเบียนตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 2/2555 วันที่ 28 พฤศจิกายน 2555 ที่มีมติอนุมัติให้ลดทุนจดทะเบียนจาก 9,200 ล้านบาท เป็นจำนวน 6,133.30 ล้านบาท โดยเป็นการลดทุนเพื่อคืนทุนที่ลดลงให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่ทำให้บริษัทมีทุนจดทะเบียนเป็น 3,066.70 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 306.67 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท ซึ่งบริษัทดำเนินการ จดทะเบียนลดทุนแล้วเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2556

  • ปี 2556

    • วันที่ 2 มกราคม 2556 บริษัทซื้อหุ้น BIC เพิ่มเติมอีกจำนวน 26,029,999 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของ ทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วในราคาหุ้นละ 12.88 บาท โดยซื้อจาก บริษัท ที่ดินบางปะอิน จำกัด เป็นผลให้ บริษัทถือหุ้น BIC ทั้งหมดเท่ากับ 89,049,998 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 65 ของทุนจดทะเบียน และเรียกชำระแล้ว ของ BIC ที่เท่ากับ 1,370 ล้านบาท

    • วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทครั้งที่ 1/2556 มีมติอนุมัติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนของ บริษัทจาก 3,066.70 ล้านบาท เป็น 4,600 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 153,330,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท จำหน่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนในราคาหุ้นละ 40 บาท และได้มีมติให้ เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากเดิมหุ้นละ 10 บาทเป็นหุ้นละ 5 บาท พร้อมกันนี้ได้มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียน ของบริษัทจาก 4,600 ล้านบาท เป็น 5,500 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 180 ล้านหุ้น มูลค่าที่ ตราไว้หุ้นละ 5 บาท และมีมติให้จัดสรรหุ้นเพิ่มทุนที่ออกใหม่ดังกล่าวเสนอขายต่อประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งมีมติ ให้บริษัทแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน)

    • บริษัทได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) เมื่อ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2556

    • วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 หุ้นสามัญของบริษัทได้เริ่มทำการเข้าซื้อขายครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์

  • ปี 2557

    • วันที่ 22 เมษายน 2557 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2557 ได้อนุมัติให้บริษัทนำส่วนเกินมูลค่าหุ้นสามัญ จำนวน 170 ล้านบาท เพื่อชดเชยผลขาดทุนสะสมในงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัท

    • ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ครั้งที่ 1/2557 เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 มีมติอนุมัติให้ BIC ทำรายการ ที่เกี่ยวโยงกัน โดยเข้าลงนามสัญญาว่าจ้าง CK ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทให้เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการ BIC-2 โดยมีมูลค่าสัญญาไม่เกิน 4,310 ล้านบาท ซึ่งมีกำหนดเริ่มการก่อสร้างในวันที่ 1 มกราคม 2558 โดยมี กำหนดเวลาการก่อสร้าง 29 เดือน ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงกลางปี 2560

  • ปี 2558

    ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2558 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2558 มีมติอนุมัติดังนี้

    • อนุมัติให้บริษัทเข้าซื้อหุ้น XPCL จาก CK ในสัดส่วนร้อยละ 30 ของทุนจดทะเบียนคิดเป็น 805,830,000 หุ้น มูลค่ารวมประมาณ 4,344 ล้านบาท ซึ่งบริษัทได้ชำระเงินและรับโอนหุ้น จำนวนดังกล่าวจาก CK พร้อมจดทะเบียนเข้าเป็นผู้ถือหุ้นของ XPCL แทน CK แล้วเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558

    • อนุมัติลดมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นจากเดิม 5 บาท เป็น 1 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทอีกจำนวน 3,740 ล้านบาท รวมเป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 9,240 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มทุน เพื่อรองรับการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (Rights Offering) จำนวน 1,870 ล้านหุ้นพร้อมออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน (CKP-W1) เพื่อรองรับ ผู้ถือหุ้นที่จองซื้อและชำระค่าหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 1,870 ล้านหุ้น โดยบริษัทได้จดทะเบียนเพิ่มทุนและทุนชำระแล้วจำนวน 7,370 ล้านบาทแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 ซึ่งหุ้นสามัญ เพิ่มทุนเริ่มทำการซื้อขายในวันที่ 4 มิถุนายน 2558 และใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท (CKP-W1) เริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 ไม่มีผู้ถือหุ้นแสดงความจำนงใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนแต่อย่างใด
    • อนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2557 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 110 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจ่ายเงินปันผลครั้งแรกของบริษัท


พัฒนาการที่สำคัญในรอบปี 2559

ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 มีมติอนุมัติ ดังนี้

  • อนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2558 ในอัตราหุ้นละ 0.0223 บาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 164,351,000 บาท โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในวันที่ 16 พฤษภาคม 2559
  • อนุมัติให้ NN2 เข้าทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน โดยทำสัญญาว่าจ้าง บริษัท ช.การช่าง (ลาว) จำกัด (“CHK”) เป็นผู้ดำเนินงานปรับปรุงยกระดับแรงดันไฟฟ้าและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยนาบง 230 kV/500 kV ในวงเงินรวม 799,850,000 บาท และ 39,113,320 ดอลล่าร์สหรัฐฯ (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อรองรับ การส่งไฟฟ้าจากโครงการต่างๆ ที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (“EGAT”) กำหนดระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2561
  • อนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินรวมไม่เกิน 10,000 ล้านบาท หรือในเงินสกุลอื่นในจำนวน เทียบเท่า ซึ่ง ณ ปัจจุบันบริษัทได้ออกและเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2559 ในวงเงินรวม 4,000 ล้านบาท อายุหุ้นกู้ 3 ปีดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปีโดยเป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิไม่มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน ทั้งนี้เป็นการเสนอขายให้แก่ ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่

NN2 ประสบความสำเร็จในการดำเนินการเพื่อขอรีไฟแนนซ์เงินกู้โดยเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2559 NN2 ได้ลงนามสัญญาเงินกู้ยืมระยะยาวกับกลุ่มสถาบันการเงินผู้ให้กู้เพื่อรีไฟแนนซ์เงินกู้ยืมระยะยาวเดิมและก่อหนี้เพิ่มเพื่อใช้ในการปรับปรุงและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยนาบง ซึ่งผลความสำเร็จครั้งนี้ส่งผลให้ต้นทุนทาง การเงินของ NN2 ลดลง และ NN2 มีสภาพคล่องมากขึ้น